คลิก !!“แอปฯ ร้านยาออนไลน์” หาหมอ อยู่บ้านก็ตรวจสุขภาพ ปรึกษาได้ทุกที่

“เทคโนโลยี” ได้เข้ามาบทบาทการใช้ชีวิตของผู้คนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การสั่งอาหาร สั่งของออนไลน์

คลิก !!“แอปฯ ร้านยาออนไลน์” หาหมอ อยู่บ้านก็ตรวจสุขภาพ ปรึกษาได้ทุกที่

เทคโนโลยี เพียงคลิกเดียวทุกคนก็จะได้สิ่งเหล่านี้ ทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น การให้บริการรักษาพยาบาลต่างๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โรงพยาบาลต่างๆ และผู้ประกอบการภาคเอกชน ต่างเปิดบริการรักษาทางไกล สามารถสั่งซื้อและรับยารักษาโรค รวมถึงรับคำปรึกษาจากแพทย์ เภสัชกรได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงการรักษาสุขภาพได้ง่ายมากขึ้น แพลตฟอร์ม สำหรับ ร้านยาและหน่วยงานต่างมีมากมายให้ผู้ใช้บริการได้เลือก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นที่หน่วยงานนั้นๆ กำหนด เริ่มด้วย เพียงแค่ดาวน์โหลด แอปพลิเคชั่นร้านยากรุงเทพ และ กด “ปรึกษาเภสัชกร” ทุกคนก็สามารถปรึกษา รับคำแนะนำเรื่องสุขภาพ จากเภสัชกรร้านยากรุงเทพได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมกับบริการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น

• ปรึกษาและรับคำแนะนำด้านสุขภาพและการใช้ยาจากเภสัชกร ทางวิดีโอคอล โทร และ แชทสนทนา

• ค้นหาสาขาและเภสัชกรร้านยากรุงเทพใกล้บ้าน

• สินค้าหลากหลาย เช่น วิตามิน อาหารเสริม เวชภัณฑ์ และ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ กว่า 1,000 รายการ

• เลือกรับสินค้าที่สาขา หรือ บริการจัดส่งถึงบ้านได้

• สมัครสมาชิกและรับสิทธิพิเศษจากร้านยากรุงเทพ และ ประโยชน์ด้านสุขภาพ อื่นๆ

คลิก !!“แอปฯ ร้านยาออนไลน์” หาหมอ อยู่บ้านก็ตรวจสุขภาพ ปรึกษาได้ทุกที่

การปรึกษาเภสัชกรผ่านระบบ Telepharmacy ในประเทศไทย มีข้อดีหลายอย่าง สะดวก ข่าวเทคโนโลยี ช่องทางการติดต่อไม่ซับซ้อน และไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป็นกิจวัตรประจำวันที่เภสัชประจำร้านยาต้องตอบผู้ป่วย และแนะนำลูกค้าที่แวะมาที่ร้านยา จึงสามารถตอบคำถามได้ทันทีที่ติดต่อเข้ามา โดยการสอบถามเรื่องทั่วไปในร้านขายยาจะไม่มีค่าปรึกษาอยู่แล้ว การเจ็บป่วยเล็กน้อย แบบปวดหัว ปวดศีรษะ เป็นไข้ ผื่นขึ้น นอนไม่หลับ เครียด ท้องผูก ควรปรึกษาเภสัชกรก่อน โดยจะมีการวินิจฉัยอาการเบื้องต้นและเลือกยาที่เหมาะสมในการรักษา ซึ่งจะไม่มีค่าบริการในการให้คำปรึกษา โดยสามารถปรึกษาเภสัชกร ฟรี สามารถสอบถามปัญหาสุขภาพ หรือ การใช้ยากับเภสัชกรที่มีประสบการณ์นับสิบปีแบบส่วนตัวได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

แนะนำข่าวเทคโนโลยี อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : AI หุ่นยนต์อัจฉริยะ ผ่าตัดแผลเล็กข้อเข่า

ผวา! งูบุกกรุง แค่ 7 เดือน เจอแล้วกว่า 2 หมื่นครั้ง งูเหลือม-งูเห่า-งูเขียว มากสุด

กรุงเทพฯ หลายพื้นที่มีงูชุกชุม โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนจะมีเหตุงูเข้าบ้านหลายพื้นที่ สอดคล้องกับสถิติล่าสุดของปีนี้

สัตว์เลี้ยง มีเหตุเกิดขึ้นแล้ว 22,576 ครั้ง หรือเฉลี่ยวันละ 53 ครั้ง หรือชั่วโมงละกว่า 2 ครั้ง ซึ่งพบมากที่สุดในช่วงหน้าฝน ส่วนอีกปัจจัยที่ทำให้งูเข้าบ้าน เพราะมีสัตว์เลี้ยงเช่น แมว ที่เป็นเหยื่อของงูเหลือม ที่แพร่พันธุ์ได้มากในพื้นที่กรุงเทพฯ “จ.ส.ต.ภิญโญ พุกภิญโญ” เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ชำนาญการ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า กรุงเทพฯ มีการขยายตัวของชุมชนเพิ่มขึ้น ทำให้งูที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มีปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อม เช่น อาศัยอยู่ในโพรงใต้อาคารทรุดตัว ริมตลิ่ง และบริเวณท่อระบายน้ำ เมื่อน้ำท่วมงูจะหนีน้ำเข้ามาในบ้านคน ประกอบกับแหล่งอาหารตามธรรมชาติหาได้ยากมากขึ้น ทำให้ต้องเข้ามาหาอาหารตามบ้านเรือน โดยช่วงหน้าฝนมีการแจ้งเหตุงูเข้าบ้านมากที่สุด ปี 2564 ได้รับแจ้งเหตุงูเข้าบ้านกว่า 4 หมื่นครั้ง งูที่พบส่วนใหญ่เป็นงูเหลือม 70 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีการขยายพันธุ์จำนวนมาก ออกไข่ได้ทีละ 30-50 ฟอง เมื่อวางไข่แล้ว แม่งูจะเฝ้าไข่ ทำให้ลูกงูรอดชีวิตระหว่างอยู่ในไข่กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ “งูเหลือมอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร ไม่มีสัตว์ชนิดไหนกินมันได้ ขณะเดียวกันงูเหลือมสามารถปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตได้กับทุกสภาพพื้นที่ ทำให้แพร่กระจายพันธุ์ไปได้ทุกพื้นที่ ดังนั้นการควบคุมปริมาณงูเหลือมในกรุงเทพฯ ต้องพยายามจับเพื่อนำไปปล่อยในสถานที่ควบคุมของกรมอุทยานฯ เนื่องจากงูเหลือมเป็นสัตว์คุ้มครอง” ส่วนงูที่จับได้ในกรุงเทพฯ อีก 25 เปอร์เซ็นต์ คือ งูเห่า งูสิง งูทางมะพร้าว และอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นงูต่างถิ่น เช่น งูที่มีคนเลี้ยงไว้หลุดออกมา หรืองูจงอาง ที่ติดมากับรถยนต์ในพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะเมื่อจอดรถไว้ในพื้นที่ใกล้กับป่า พอเครื่องยนต์เริ่มอุ่น งูจะเลื้อยเข้าไปหลบซ่อนในซอกรถ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน จะมีงูติดมากับรถยนต์จำนวนมาก พื้นที่กรุงเทพฯ โซนชั้นในงูที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นงูเหลือม เช่น ย่านบรรทัดทอง สยามสแควร์ เขตปทุมวัน ส่วนพื้นที่ชานเมืองจะพบงูเห่ามากที่สุด เช่น ดอนเมือง บางเขน ลาดกระบัง หนองแขม หัวหมาก ลาดพร้าว สำหรับปี 2565 ตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฏาคม มีเหตุแจ้งให้ไปจับงูในพื้นที่กรุงเทพฯ รวม 22,576 ครั้ง เฉลี่ยวันละ 53 ครั้ง โดยยังมีงูเหลือมบุกกรุงมากที่สุดถึง 7,489 ครั้ง ส่วนงูที่มีพิษร้ายอย่างงูเห่า มีถึง 1,034 ครั้ง

ผวา! งูบุกกรุง แค่ 7 เดือน เจอแล้วกว่า 2 หมื่นครั้ง งูเหลือม-งูเห่า-งูเขียว มากสุด

การแก้ปัญหางูเข้าบ้าน สามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนสภาพบ้าน โดยเฉพาะโพรงใต้อาคาร ที่มีสภาพชื้นแฉะ งูจะชอบเข้าไปอาศัยในพื้นที่ดังกล่าว

ควรมีการซ่อมแซมปิดช่องว่าง ส่วนบ้านที่มีช่องระบายอากาศ ควรใส่มุ้งลวดให้มิดชิด หรือนำแผ่นไม้มาปิดทับ ไม่ให้งูเลื้อยผ่านช่องทางนี้ไปได้ เรียนรู้พฤติกรรมงู ปิดจุดเสี่ยงในบ้าน “จ.ส.ต.ภิญโญ” กล่าวว่า การเรียนรู้พฤติกรรมของงูจะช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีความเข้าใจและจัดการพื้นที่เสี่ยงภายในบ้านได้ ตัวอย่างเช่น พฤติกรรมของงูเห่า จะอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม แต่ปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ซึ่งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม เป็นช่วงที่ลูกงูเห่าออกจากไข่ ทำให้ช่วงนี้มีการแจ้งเหตุพบเห็นลูกงูเห่าจำนวนมาก “บ้านบางหลังกลายเป็นรังในการเพาะพันธุ์งู เพราะไม่ปิดจุดเสี่ยง ทำให้งูเข้าไปทำรังวางไข่ได้ โดยเฉพาะรอยแตกร้าวภายใต้อาคาร จากประสบการณ์เคยมีบ้านหลังนึงจับงูได้ 24 ตัว ภายใน 2 วัน แสดงว่าบ้านหลังนี้เป็นรังของงู แต่ถ้ามีการพบงู ภายในบ้านไม่มาก อาจสันนิษฐานได้ว่า มีรังงูในพื้นที่ข้างเคียง” ช่วงเวลาของการออกหาอาหารของงูแต่ละชนิดจะต่างกัน โดยช่วงเช้าเป็นเวลาของงูสิงและงูทางมะพร้าว ถ้าบ่ายโมงถึงเย็นเป็นช่วงเวลาหาอาหารของงูเห่า ส่วนงูเหลือมจะออกหากินได้ตลอดทั้งวัน อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีงูเข้าบ้าน เพราะมีสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน เช่น แมว ไก่ โดยเฉพาะงูเหลือมจะมีการจดจำพฤติกรรมของเหยื่อ ตัวอย่างเช่น แมว จะไปถ่ายที่เดิมอยู่เป็นประจำ เมื่องูเหลือมที่เฝ้าสังเกตเห็นจะไปซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่นั้น พอเหยื่อมาถึงจะกระโดดงับแมวแล้วใช้ลำตัวพันให้ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต ข่าวสัตว์เลี้ยง แล้วค่อยๆ กลืนเหยื่อตั้งแต่ช่วงหัวไปถึงหางสำหรับบ้านที่เลี้ยงแมว ควรเลี้ยงในพื้นที่ปิด ให้อยู่ในสายตาของผู้เลี้ยง หากมีงูเข้าบ้านจะได้ช่วยได้ทัน แต่บางบ้านไม่ได้เลี้ยงแมวแต่มีงูเข้าบ้าน เนื่องจากบ้านข้างๆ อาจเลี้ยงสัตว์ทำให้งูต้องเลื้อยผ่านบ้าน นอกจากนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีแมวเร่ร่อนจำนวนมากที่กลายเป็นเหยื่อของงูเหลือม“จากประสบการณ์ งูเหลือมจะจับยากกว่าประเภทอื่น เพราะมีขนาดใหญ่ มีกำลังในการรัดเหยื่อมาก หากคนจับไม่มีความชำนาญ จะถูกรัดได้ ส่วนงูพิษ เช่นงูเห่า จะจับง่ายกว่า เพราะมีอุปกรณ์ช่วยจับทำให้โอกาสพลาดมีน้อย” แนวทางปฏิบัติหากมีงูเข้าบ้าน ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาจับ ไม่ควรจับเอง เพราะมีโอกาสโดนกัดได้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับงู สามารถโทรสอบถามสายด่วน 199 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

สปสช.เปิดช่องทาง ‘เจ็บป่วยเล็กน้อย 16 อาการ’ รับยาที่ร้านยาได้

สปสช.ร่วมกับสภาเภสัชกรรมเพิ่มทางเลือกใหม่ดูแลผู้มีสิทธิบัตรทอง เปิดบริการเภสัชกรรมปฐมภูมิที่ร้านยาชุมชนอบอุ่นกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ

สุขภาพ ดูแลผู้มีสิทธิบัตรทองกรณีเจ็บป่วยเล็กน้อย ครอบคลุมบริการ 16 กลุ่มอาการ พร้อมให้คำปรึกษา รับยาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมเริ่มให้บริการเร็วๆ นี้ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า เภสัชกรเป็นหนึ่งในผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ที่มีบทบาทในการร่วมดูแลและช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้ โดยเภสัชกรส่วนหนึ่งทำหน้าที่ประจำอยู่ในร้านยาที่กระจายอยู่ในชุมชนพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ด้วยระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง 30 บาท ที่ครอบคลุมดูแลการรักษาพยาบาลคนไทย 48 ล้านคน และครอบคลุมบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคคนไทยทุกคนหรือทุกสิทธิการรักษาทั่วประเทศ ที่ผ่านมา สปสช.จึงให้ความสำคัญต่อความร่วมมือกับทุกวิชาชีพด้านสุขภาพ รวมถึงเภสัชกรร้านยา เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิได้รับบริการสิทธิประโยชน์บัตรทอง 30 บาท ได้อย่างสะดวก ทั่วถึง มีคุณภาพและมีมาตรฐานบริการตามบริบทของแต่ละวิชาชีพ สำหรับร้านยาชุมชนอบอุ่น เป็นร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1) ที่ร่วมเป็นหน่วยบริการที่รับส่งต่อเฉพาะด้านเวชกรรมในระบบบัตรทอง 30 บาท ตามมาตรา 3 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ตามที่บอร์ด สปสช. มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2562 และในปีงบประมาณ 2566 นี้ สปสช.ได้ร่วมกับสภาเภสัชกรรมขยายการให้บริการบัตรทอง 30 บาท ที่ร้านยาชุมชนอบอุ่นเพิ่มเติม โดยเพิ่มบริการเภสัชกรรมปฐมภูมิเพื่อดูแลประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทอง 30 บาท ในกรณีที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยหรือ Common Illness นพ.จเด็จ กล่าวว่า บริการเภสัชกรรมปฐมภูมินี้ จะครอบคลุมการดูแลภาวะเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 กลุ่มอาการที่เป็นไปตามแนวทางและมาตรฐานการให้บริการเภสัชกรรมปฐมภูมิโดยสภาเภสัชกรรม ได้แก่ อาการปวดหัว เวียนหัว ปวดข้อ เจ็บกล้ามเนื้อ ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูก ถ่ายปัสสาวะขัด ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะเจ็บ ตกขาวผิดปกติ อาการทางผิวหนัง ผื่น คัน บาดแผล ความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตา และความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับหู พร้อมติดตามอาการหลังรับยา 3 วัน ซึ่งประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เนื่องจาก สปสช. ได้สนับสนุนการจ่ายชดเชยให้ร้านยา ทั้งค่าบริการให้คำปรึกษาด้านเภสัชกรรม ค่ายาและเวชภัณฑ์ และค่าติดตามอาการและผลการดูแล โดยเหมาจ่ายในอัตรา 180 บาทต่อครั้ง

สปสช.เปิดช่องทาง ‘เจ็บป่วยเล็กน้อย 16 อาการ’ รับยาที่ร้านยาได้

“บริการเภสัชกรรมปฐมภูมินี้คาดว่าระบบจะมีความพร้อมและให้บริการได้ในเร็วๆ นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ โดย สปสช.จะประกาศและแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

โดยร้านยาชุมชนอบอุ่นที่ร่วมให้บริการ จะต้องผ่านการอบรมและควบคุมโดยสภาเภสัชกรรม ซึ่งขณะนี้มีจำนวน ข่าวสุขภาพ กว่า 500 แห่งแล้ว สำหรับขั้นตอนการเข้ารับบริการ มีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ 1.คนไข้ติดต่อไปยัง สปสช. ผ่านสายด่วน สปสช. 1330 จะมีเจ้าหน้าที่แนะนำให้รับบริการที่ร้านยาชุมชนอบอุ่นใกล้บ้าน หรือ 2.ดูรายชื่อร้านยาใกล้บ้านที่เข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์ สปสช. www.nhso.go.th หรือสังเกตสติกเกอร์ติดหน้าร้านยา ภายใต้ชื่อ ร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย หลังจากนั้นเมื่อผู้ป่วยมาที่ร้านยา เภสัชกรจะคัดกรองสิทธิคนไข้ว่าจะสามารถรับบริการตามสิทธิบัตรทองได้หรือไม่ หากมีสิทธิก็รับการดูแลโดยเภสัชกร ซึ่งจะให้คำแนะนำและให้ยารักษาตามอาการ หรือแนะนำให้พบแพทย์ในกรณีที่มีอาการที่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ กรณีที่รับยาจากร้านยาแล้ว เภสัชกรจะติดตามอาการของผู้ป่วยในวันที่ 3 ของการจ่ายยา หากอาการดีขึ้นก็จะสิ้นสุดการดูแล กรณีอาการแย่ลงหรือมีการเปลี่ยนแปลงก็จะมีระบบการจัดการเพื่อส่งต่อเข้าสู่การรักษาต่อไป” เลขาธิการ สปสช. กล่าว นพ.จเด็จ กล่าวว่า ด้วยบริการนี้เชื่อมั่นว่า นอกจากจะลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการปฐมภูมิให้กับประชาชนในกรณีที่เจ็บป่วยเล็กน้อยแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้ารับบริการแบบใกล้บ้านใกล้ใจ ขณะเดียวกันยังช่วยลดความแออัดในการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาล นับเป็นอีกนวัตกรรมระบบบริการสุขภาพที่ สปสช. ได้พัฒนาโดยความร่วมมือจากสภาเภสัชกรรม “มันน่าเศร้ามากที่เราบอกคนไข้ว่าให้พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย ในขณะที่เรายังไม่มีเวลาจะทำสิ่งเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ” ข้อความบางส่วนที่ workpointTODAY ได้รับฟังจากการสะท้อนปัญหาของบุคลากรทางการแพทย์จากคุณหมอแผนกอายุรกรรมท่านหนึ่ง ที่เดินทางเข้าร่วมกับคณะกรรมาธิการแรงงาน วุฒิสภา ติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหากำหนดชั่วโมงการทำงานของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ กับ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา

แนะนำข่าวสุขภาพ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : มีวิธีดูแลสุขภาพใจในช่วง COVID-19