GABLE ขายไอพีโอหมดเกลี้ยง เดินหน้าเทรด SET 9 พ.ค.นี้

บมจ.จีเอเบิล ขายหุ้นไอดี (IPO) 175 ล้านหุ้นหมดเกลี้ยง ปักธงซื้อขายแลกเปลี่ยนวันแรกบนบอร์ดตลาดค้าหุ้นฯ (SET) 9 เดือนพฤษภาคมนี้ นำเงินที่ได้จากการระดมทุนต่อยอดธุรกิจเพื่อเสริมการเจริญเติบโต
GABLE ขายไอพีโอหมดเกลี้ยง เดินหน้าเทรด SET 9 พ.ค.นี้

ข่าว นายการเกิด กีระเพราะดงษ์ ผู้ตัดสินผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชนในฐานะที่ปรึกษาด้านการเงิน แล้วก็ผู้จัดการการขายรวมทั้งค้ำประกันการจำหน่าย พูดว่า ผลของการเสนอขายหุ้น IPO ของ GABLE ปริมาณ 175 ล้านหุ้น ค่าที่ยี่ห้อไว้หุ้นละ บาท คิดเป็น 25% ของปริมาณหุ้นสามัญที่ออกและก็จ่ายแล้วข้างหลัง IPO ในราคาหุ้นละ 6.39 บาท ระหว่างวันที่ 26-28 เดือนเมษายน 2566 ก่อนหน้าที่ผ่านมา ได้รับความพอใจจากนักลงทุนสถาบัน รวมทั้งนักลงทุนรายย่อยอย่างดีเยี่ยม ด้วยความเชื่อมั่นและมั่นใจในปัจจัยเบื้องต้นของบริษัท ในฐานะหัวหน้าในธุรกิจดิจิทัลรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) อย่างครบวงจร ผมแน่ใจว่า GABLE จะเป็นอีกหุ้นเด่นที่ได้รับความพอใจจากนักลงทุน เนื่องมาจากเป็นหุ้นในกรุ๊ปเทคโนโลยีที่มีประสบการณ์ในธุรกิจมานานกว่า 33 ปี มีการให้บริการทางเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างครบวงจร รวมทั้งมีความชำนาญและก็ประสบการณ์ในนานาประการอุตสาหกรรม สามารถนำเอาองค์วิชาความรู้ที่ได้ประสบการณ์ดำเนินงานมาอย่างนานมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการต่อยอดไปยังธุรกิจใหม่ที่มีอัตราการเจริญเติบโตของผลกำไรในขั้นสูง ข่าวการเงิน และก็นำมาซึ่งการทำให้บริษัทส่งผลการปฏิบัติการที่ดีตลอด สามารถเติบโตแบบก้าวกระโจนในอนาคต” นายการเกิดกล่าว ดร.ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานข้าราชการบริหาร บริษัท จีเอเบิล จำกัด (มหาชนหรือ GABLE เผยออกมาว่า ขอขอบคุณมากนักลงทุนทุกคนที่ให้ความมั่นใจและความเชื่อมั่นในความสามารถแล้วก็การเจริญเติบโตของจีเอเบิล ทำให้การจองซื้อหุ้น IPO ในตอนก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาไปถึงเป้าหมาย แล้วก็สามารถระดมทุนได้ตามแผนการที่บริษัทวางไว้ โดยบริษัทจะใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนในคราวนี้ ปริมาณราวๆ 1,118.25 ล้านบาท เพื่อเสริมสมรรถนะสำหรับเพื่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยจะเอาไปใช้ลงทุนในธุรกิจเกี่ยวข้องที่มีความสามารถสำหรับการเติบโตสูงปริมาณ 560 ล้านบาท ที่เน้นบริษัทที่มีสิทธิในเทคโนโลยีแพลตฟอร์มของตัวเอง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจสำหรับการชิงชัย และก็สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทในระยะยาว รวมทั้งปริมาณ 280 ล้านบาท ใช้จ่ายคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงินของกรุ๊ปบริษัท เพื่อลดทุนทางด้านการเงิน แล้วก็ที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้เพื่อสำหรับในการจัดการ

แนะนำข่าวการเงิน อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : บิตคอยน์บวก 4.60% เคลื่อนไหวที่ 29,593.5 ดอลล์

บิตคอยน์บวก 4.60% เคลื่อนไหวที่ 29,593.5 ดอลล์

บิตรอน์ เทรดที่เว็บอินเวสต์แย้ง ดอท คอม เมื่อเวลา 05.30 น.ของวันนี้ (28เม.ย.)ปรับพฤติกรรมขึ้น 4.60% ขยับเขยื้อนที่ 29,593.5 ดอลลาร์

บิตคอยน์บวก 4.60% เคลื่อนไหวที่ 29,593.5 ดอลล์

ข่าว การเคลื่อนไหวในดินแดนบวกของราคาบิตรอน์ในช่วงเวลาเช้าวันนี้มีขึ้นภายหลังดรรชนีดาวโจนส์ ปิดวันพฤหัสบดี(27เม.ย.)ปรับนิสัยขึ้น 524 จุด ตอบรับการเปิดเผยผลประกอบการที่หนักแน่นของบริษัทลงบัญชี ดรรชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์มากขึ้น 524.29 จุด หรือ 1.57% ปิดที่ 33,826.16 จุด ดรรชนีเอสแอนด์พี 500 มากขึ้น 79.36 จุด หรือ 1.96% ปิดที่ 4,135.35 จุด รวมทั้งดรรชนีแนสแด็ก มากขึ้น 287.89 จุด หรือ 2.43% ปิดที่ 12,142.24 จุด ตลาดค้าหุ้นวอลล์สตรีทได้แรงหนุนจากการเปิดเผยผลประกอบการที่เข้มแข็งของบริษัทเมตา แพลตฟอร์มส์ รวมถึงคอมแคสต์ แล้วก็เฮิร์ซ ช่วงเวลาเดียวกัน สหรัฐเผยจำนวนสินค้ามวลรวมภายในประเทศ (จีดีพีประจำไตรมาส 1/2566 ที่ต่ำกว่าคาดในวันนี้ ซึ่งจะเป็นเหตุชะลอการปรับขึ้นอัตราค่าดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟดแม้นัมายากลทุนนิดหน่อยกลุ้มอกกลุ้มใจว่าเป็นสัญญาณระบุแนวโน้มที่สหรัฐจะพบเจอภาวะเศรษฐกิจลดน้อย ข่าวการเงิน ดังนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเผยจำนวนคาดคะเนครั้งที่ สำหรับจีดีพีประจำไตรมาส 1/2566 ในวันนี้ โดยบอกว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเพียงแค่ 1.1% ในไตรมาสดังที่กล่าวมาข้างต้น ต่ำยิ่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดหมายที่ระดับ 2.0% อย่างไรก็ตาม จำนวนการขยายตัวดังกล่าวข้างต้น สอดคล้องกับจำนวนคาดเดา GDPNow ในแบบจำลองที่เฟดสาขาแอแลนตาเผยวานนี้ ซึ่งกล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 1.1% ในไตรมาส 1/2566

แนะนำข่าวการเงิน อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : ‘กรุงศรี’ ไตรมาสแรกกำไร 8,676 ล้านบาท เติบโต 17% รายได้เพิ่มขึ้น ตั้งสำรองลดลง

‘กรุงศรี’ ไตรมาสแรกกำไร 8,676 ล้านบาท เติบโต 17% รายได้เพิ่มขึ้น ตั้งสำรองลดลง

แบงค์กรุงศรีฯ ประกาศงบประมาณไตรมาสแรกของปีนี้ ผลกำไร 8,676 ล้านบาท เติบโต 17% จากปีกลาย เพราะเหตุว่ารายได้ที่เติบโตแล้วก็ตั้งสำรองที่ลดน้อยลง พร้อมประกาศจุดหมายปีนี้ สินเชื่อเติบโต 3-5%
‘กรุงศรี’ ไตรมาสแรกกำไร 8,676 ล้านบาท เติบโต 17%

ข่าว กรุงศรี (แบงค์กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชนและก็บริษัทในเครือรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2566 มีกำไรทั้งสิ้นปริมาณ 8,676 ล้านบาท เติบโต 17.0% จากไตรมาสแรกของปี 2565 โดยได้รับแรงส่งเสริมหลักจากการเพิ่มขึ้นของทั้งยังรายได้ดอกสุทธิแล้วก็รายได้ที่ไม่ใช่ดอก ตลอดจนการน้อยลงของภาระหน้าที่ตั้งสำรอง โดยกรุงศรีขมักเขม้นสร้างเสริมความแข็งแกร่งเพื่อขับการฟื้นฟูสภาพของเศรษฐกิจรวมทั้งภาคธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ กรุงศรียังคงรักษาเสถียรภาพเรื่องการเงินที่เข้มแข็งพร้อมเกื้อหนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ โดยสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางแล้วก็ขนาดเล็ก (SMEเติบโตอย่างครอบคลุมและก็ทั่วถึงที่ 5.4% รวมทั้งเงินรับฝากเพิ่มสูงมากขึ้นถึง 3.0% นอกจากนั้น อัตราส่วนสินเชื่อไร้คุณภาพ (NPL) ยังคงอยู่ในระดับที่ถือว่าต่ำเพียงแต่ 2.26%ในสิ้นไตรมาสแรกของปี 2566 จากการดำเนินหลักการการจัดการการเสี่ยงที่ถ้วนถี่รัดกุม กำไรทั้งสิ้น ปริมาณ 8,676 ล้านบาท ในไตรมาสแรกของปี 2566 มากขึ้นปริมาณ 1,258 ล้านบาท หรือ 0% จากไตรมาสแรกของปี 2565 โดยได้รับแรงช่วยเหลือหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกสุทธิแล้วก็รายได้ที่ไม่ใช่ดอก รวมทั้งภาระหน้าที่การตั้งสำรองที่ต่ำลง เงินให้สินเชื่อรวม มากขึ้น 3% หรือปริมาณ 5,145 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธ.ค. 2565 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและก็ขนาดเล็กและก็สินเชื่อเพื่อรายย่อย ข่าวการเงิน สุทธิกับการลดน้อยลงของสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดใหญ่
เงินรับฝาก มากขึ้น 0% หรือปริมาณ 53,964 ล้านบาท จากสิ้นเดือน เดือนธันวาคม 2565 ส่วนต่างอัตราค่าดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 35% เทียบกับ 3.28% ในไตรมาสแรกของปี 2565รายได้ที่ไม่ใช่ดอก มากขึ้น 1% หรือ 506 ล้านบาท จากไตรมาสแรกของปี 2565อัตราส่วนค่าครองชีพต่อรายได้ ปรับสู่ 4% มากขึ้นจาก 42.7% ในไตรมาสแรกของปี 2565 สะท้อนกิจกรรมด้านเศรษฐกิจที่รีบตัวขึ้นรวมทั้งจากฐานที่ต่ำในตอนเหตุการณ์การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน
อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อเกิดรายได้ (NPL Ratio) ปรับนิสัยดียิ่งขึ้นที่ 26% จาก 2.32%ในสิ้นเดือน ธันวาคม 2565 จากแนวโน้มการเจริญเติบโตโดยตลอดของเศรษฐกิจรวมทั้งการจัดการการเสี่ยงที่ถ้วนถี่ระแวดระวัง ทำให้รูปร่างการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมปรับพฤติกรรมดียิ่งขึ้นสู่ระดับที่ 116 เบสิพอเพียงยท์ ในไตรมาสแรกของปี 2566อัตราส่วนเงินทุนสำรองต่อสินเชื่อไร้คุณภาพ อยู่ในระดับแกร่งที่ 1%อัตราส่วนเงินกองทุนต่อทรัพย์สินเสี่ยง (ของแบงค์อยู่ที่ 95% เทียบกับ 17.97%ในสิ้นเดือน เดือนธันวาคม2565

แนะนำข่าวการเงินอ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : แจกเงินดิจิทัล ‘1 หมื่นบาท’ ประเทศไทยได้หรือเสีย?

 

แจกเงินดิจิทัล ‘1 หมื่นบาท’ ประเทศไทยได้หรือเสีย?

พินิจพิจารณาแผนการแจกเงินดิจิทัล หมื่นบาท’ 50 ล้านคน ประเทศได้หรือเสีย

แจกเงินดิจิทัล ‘1 หมื่นบาท’ ประเทศไทยได้หรือเสีย

ข่าว ตอนหัวเลี้ยวหัวต่อของการเดินสายหาเสียงออกเสียงณ เวลานี้ ไม่มีหลักการของพรรคใดที่ดูเหมือนจะ รุนแรง’ พอๆกับแนวทางของพรรคเพื่อไทยแล้ว โดยยิ่งไปกว่านั้นเรื่องการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้กับบุคคลที่แก่ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งประเมินกันว่าจะมีราว 50 ล้านคน คิดเป็นจำนวนเงินที่จำเป็นต้องจ่ายออกไปราว แสนล้านบาท คราวหลังแนวทางนี้ถูกป่าวร้องออกมาให้ คนประเทศไทย’ ทั่วทั้งประเทศทราบ ก็มีนักวิชาการและก็นักเศรษฐศาสตร์ออกมาเสนอคำถามถึง ความเหมาะสม’ ของหลักการดังที่ได้กล่าวมาแล้วเยอะมากๆ พรรคเพื่อไทย ชี้แจงถึงแนวนโยบายแจกเงินดิจิทัลไว้ว่า จะแจกให้กับบุคคลที่แก่ตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ใช้งบประมาณ แสนล้านบาท และก็จำเป็นต้องใช้ให้หมดด้านใน เดือน โดยมีรัศมีการใช้ไม่เกิน กม. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจข้างในชุมชน
 นอกนั้น พรรคเพื่อไทย ยังได้เลียนแบบภาพเรื่องว่า ผลการแจกเงินนี้ จะทำให้กำเนิดตัวคูณ(Multiplier) ด้านเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการหมุนเวียนในระดับได้ถึง เท่า หรือทำให้เงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า ล้านล้านบาท ข่าวการเงิน หนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ราว 5% ต่อปี ในระหว่างปี 2567-2570 ข้อสมมติตัวคูณเศรษฐกิจ เท่า ถูกไหม แม้กระนั้นหัวข้อนี้มีนักเศรษฐวิทยาถามถอยกลับด้วยเหมือนกันว่า ตัวคูณทางด้านเศรษฐกิจที่เจาะจงไว้ เท่า มีความน่าจะเป็นมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากหากสมว่ากล่าวฐานประเด็นนี้ไม่ถูกจะยิ่งส่งผลให้เกิดการดำเนินแนวนโยบายที่บกพร่องได้ ซึ่งจะยิ่งก่อเรื่องต่อภาคการเงินในระยะด้านหน้า

แนะนำข่าวการเงิน อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : อธิบายหุ้น JMART เจ้าของถูกบังคับขายหุ้นคืออะไร ราคาร่วงกว่า 30% ยังลงทุนได้หรือไม่

อธิบายหุ้น JMART เจ้าของถูกบังคับขายหุ้นคืออะไร ราคาร่วงกว่า 30% ยังลงทุนได้หรือไม่

ตลาดหุ้นลุกเป็นไฟทั้งที่เป็นช่วงสุดสัปดาห์ (ตลาดปิด) หลังมีข่าวว่า ‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น JMART โดน Margin Call หรือถูกเรียกหลักประกันบัญชี Margin ซึ่งถ้าเอาหลักประกัน หรือในที่นี้ก็คือเงินมาเติมไม่ได้ ก็จะถูกบังคับขายหุ้น (Force Sell) ในที่สุด

ข่าว หลังมีข่าวออกมา หลายคนก็ไม่อยากจะเชื่อว่าซีอีโอของบริษัทหลักแสนล้าน จะกู้เงินโบรกเกอร์มาเทรดหุ้นแล้วโดน Margin Call และที่ทำให้นักลงทุนเป็นกังวลเพิ่ม คือการลาออกของผู้บริหารระดับสูงในเครือในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สำหรับคำชี้แจงของบริษัทบอกว่า การขายหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ (อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา และยุวดี พงษ์อัชฌา) จำนวน 54 ล้านหุ้น เป็นการขายให้กับนักลงทุนสถาบันทั้งหมด และไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานหรือโครงสร้างการจัดการของบริษัท ซึ่งเป็นคำชี้แจงตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. แต่ที่ราคาหุ้นยังปรับตัวลงต่อเนื่อง เพราะความกังวลว่านักลงทุนสถาบัน หรือกองทุนที่รับซื้อหุ้น อาจนำหุ้นออกมาขาย นอกจากนี้ กำไรของ JMART และบริษัทในเครืองวดล่าสุด (ไตรมาส 4 ปี 2565 และทั้งปี 2565) ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ก็เป็นอีกแรงกดดัน ล่าสุด นักวิเคราะห์ทยอยปรับลดคาดการณ์กำไรของกลุ่ม JMART โดยบริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส จำกัด

อธิบายหุ้น JMART เจ้าของถูกบังคับขายหุ้นคืออะไร

ลดคาดการณ์กำไร JMART ปี 2566 และปี 2567 ลงจากเดิม 21% และ 36% เหลือ 1,438 ล้านบาท และ 1,702 ล้านบาท ตามลำดับ รวมถึงลดราคาเป้าหมายปีนี้จาก 55.00 บาทต่อหุ้น เหลือ 43.00 บาทต่อหุ้น ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)

อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการกำไรของ บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) และ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) ลงจากเดิม 23% และ 24% ตามลำดับ หากย้อนดูผลประกอบการในอดีตของ JMART พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2561-2565) JMART เคยขาดทุน 277.06 ล้านบาทในปี 2561 ก่อนจะพลิกขึ้นมากำไรในปีถัดๆ มาที่ 533.85 ล้านบาท 797.87 ล้านบาท 2,467.59 ล้านบาท และ 1,794.96 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น JMART ล่าสุด (17 ก.พ.) ปิดตลาดที่ 27.25 บาทต่อหุ้น ลดลง 2.25 บาท หรือ 7.63% จากวันก่อนหน้า ข่าวการเงิน ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,756.07 ล้านบาท โดยราคาหุ้น JMART ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน จากที่เคยเทรดกันในระดับ 40 บาทต่อหุ้น มาวันนี้เหลือเพียง 27 บาทต่อหุ้น คิดเป็นการปรับตัวลงกว่า 33% หากนับจากจุดสูงสุด (All Time High) ที่ 64.00 บาทต่อหุ้นในช่วงเดือน เม.ย.ปีก่อน คนที่ถือ JMART ด้วยต้นทุนวันนั้นจะขาดทุนทันทีเกือบ 60% จังหวะนี้ นักลงทุนบางกลุ่มก็มองเป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้นราคาถูก แต่ก็มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่กลัวว่า การเข้าซื้อ JMART ในช่วงนี้อาจเป็นการรับมีดต่อจากนักลงทุนรายอื่น ด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่นิ่ง ซึ่งก็ต้องมาติดตามกันว่าเช้านี้ ราคาหุ้น JMART จะพอดีดตัวกลับได้หรือไม่ และนักวิเคราะห์ในตลาดจะปรับคำแนะนำกันอย่างไรบ้าง

กสิกรไทยแจงข่าวขาย บลจ.ยังไม่มีสรุป ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อปีนี้ขยายตัว 5-7%

จากกรณีมีกระแสข่าว ธนาคารกสิกรไทย เตรียมพิจารณาขาย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย ด้วยมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทนั้น

กสิกรไทยแจงข่าวขาย บลจ.ยังไม่มีสรุป ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อปีนี้ขยายตัว 5-7%

การเงิน นายจงรัก รัตนเพียร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตามที่มีข่าวว่า ธนาคารกสิกรไทย กำลังพิจารณาทบทวนแผนกลยุทธ์ที่มีต่อธุรกิจของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) นั้น ธนาคารขอเรียนชี้แจงดังนี้ ธนาคารกสิกรไทย แสวงหาโอกาสทางธุรกิจและแนวทางเพิ่มเติมที่จะสร้างประโยชน์ต่อลูกค้า และผู้ถือหุ้นในทุกธุรกิจของธนาคาร รวมถึงธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่เป็นหนึ่งในธุรกิจที่สำคัญของธนาคาร ทั้งนี้ในแนวปฏิบัติดังกล่าว ธนาคารอาจจะต้องมีการหารือร่วมกันกับหลายฝ่าย ซึ่งการหารือดังกล่าวนั้นอาจจะไม่ได้ส่งผลให้มีธุรกรรมเกิดขึ้นแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากมีธุรกรรมเกิดขึ้น ธนาคารจะเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเวลาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ดร.อดิศวร์ หลายชูไทย เลขานุการบริษัท รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ข่าวการเงิน ธนาคารกสิกรไทย ได้เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 26 ม.ค. มีมติอนุมัติเป้าหมายทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย สำหรับปี 2566 โดยมีสาระดังต่อไปนี้ ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อเติบโตจากปีก่อน 5-7% มีส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) 3.3-3.45% อัตราส่วนค่าใช้จ่ายดําเนินงานต่อรายได้รวม (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 43.15 ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost per Year) 175-200 bps และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่ำกว่า 3.25%

แนะนำข่าวการเงิน อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : การเงิน เหตุใดจึงมีธนาคารกลาง? : ความท้าทายที่ธนาคารกลางต้องเผชิญ

เหตุใดจึงมีธนาคารกลาง? : ความท้าทายที่ธนาคารกลางต้องเผชิญ (3)

ในบทความ 2 ตอนก่อนหน้าของซีรีส์วิวัฒนาการของธนาคารกลางนั้น ท่านผู้อ่านได้ทำความเข้าใจจุดกำเนิดและวิวัฒนาการของธนาคารกลางกันไปแล้ว

เหตุใดจึงมีธนาคารกลาง ความท้าทายที่ธนาคาร

การเงิน โดยไล่เรียงตั้งแต่ยุคสมัยแรก คือ ก่อนมีและกำเนิดธนาคารกลางยุคที่สอง คือ ช่วงการริเริ่มบทบาทของธนาคารกลาง ยุคที่สามคือ เป็นธนาคารกลางเต็มรูปแบบไปจนถึงยุคที่สี่ คือ ธนาคารกลางในสมัยปัจจุบัน มาวันนี้เป็นบทความตอนที่ 3 ซึ่งจะได้สำรวจความท้าทายสำคัญๆในภาพรวมที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศในฐานะผู้ดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนต้องเผชิญในปัจจุบันและระยะต่อไปจากทรรศนะส่วนตัวของผู้เขียน ดังต่อไปนี้ครับความท้าทายแรก คือ การสะสมความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากช่วงวิกฤติโควิด–19 อย่างที่ท่านผู้อ่านอาจทราบอยู่แล้วว่า วิกฤติโควิดได้สร้างบาดแผลระยะยาวไว้ให้กับเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน ข่าวการเงิน หนี้ภาคธุรกิจ หนี้สาธารณะ ซึ่งซ้ำเติมความเปราะบางที่มีอยู่แล้วในหลายประเทศตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 และสามารถเป็นระเบิดเวลาที่อาจปะทุลุกลามเป็นวิกฤติการเงินได้ นับเป็นความท้าทายสำคัญของธนาคารกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆในการเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติขึ้น